
ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสี มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ทรงปกครองแว่นแผ่นดินด้วยความยุติธรรม เป็นที่รักของเหล่าอาณาประชาราษฎร์ ทว่า แม้จะทรงมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียบพร้อม พระองค์ก็ยังมีเรื่องที่ทรงกังวลอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือเรื่องของอาหารการกิน
พระเจ้าพรหมทัตทรงโปรดปรานอาหารเป็นอย่างยิ่ง ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเสวยอาหารที่เลิศรสที่สุดในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเสวยอะไรก็มักจะมีพระราชดำริว่า “อาหารนี้ยังไม่ดีพอ” หรือ “หากได้เครื่องเทศอีกสักนิดคงจะดี” ความไม่รู้จักพอในรสชาติอาหารนี้เอง ทำให้พระองค์ทรงหาวิธีปรุงอาหารต่างๆ นานา จนบางครั้งถึงกับทรงเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์ทรงเสวยพระกระยาหารมื้อกลางวัน ซึ่งประกอบด้วยอาหารเลิศรสมากมายหลายอย่าง แต่พระองค์ก็ยังไม่ทรงพอพระทัย ทอดพระเนตรเห็นเสนาบดีผู้หนึ่งกำลังเดินผ่านท้องพระโรง ก็ทรงตรัสเรียกให้เข้ามาใกล้
“ท่านเสนาบดี จงเข้ามาใกล้เราหน่อย”
เสนาบดีผู้ภักดี รีบเข้ามาถวายบังคมด้วยความเคารพ
“ข้าแต่พระองค์ มีพระราชโองการอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าพรหมทัตทรงชี้ไปยังสำรับอาหาร
“อาหารเหล่านี้ล้วนเป็นของเลิศรสจากทั่วทุกสารทิศ เหตุใดเล่า เราจึงยังรู้สึกว่าไม่เต็มอิ่มเสียที”
เสนาบดีทูลตอบด้วยความระมัดระวัง
“ข้าแต่พระองค์ อาหารทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นที่ปรารถนาของมหาชนอยู่แล้ว หากจะมีสิ่งใดที่ทำให้พระองค์ไม่เต็มอิ่ม อาจเป็นเพราะพระองค์ทรงมีพระราชภาระอันใหญ่หลวงเกินไป ทำให้การเสวยอาหารไม่เต็มที่ หรืออาจเป็นเพราะพระองค์ทรงมีพระหทัยที่แสวงหาสิ่งที่เหนือกว่าอยู่เสมอ”
พระเจ้าพรหมทัตทรงตรัสครุ่นคิดตามคำทูลของเสนาบดี
“แสวงหาสิ่งที่เหนือกว่าอย่างนั้นหรือ? บางทีท่านอาจพูดถูก”
วันเวลาผ่านไป พระเจ้าพรหมทัตก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาอาหารที่เลิศรสยิ่งขึ้นไปอีก ทรงให้คนไปสืบเสาะหาวัตถุดิบแปลกใหม่ สัตว์ป่าหายาก ผลไม้จากแดนไกล จนบางครั้งการกระทำนั้นก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตทรงพระประสงค์จะเสวยเนื้อกวางดาวที่แสนอร่อย ทรงมีรับสั่งให้ล่ากวางดาวในป่าให้ได้เป็นจำนวนมาก เหล่าพรานหลวงต่างพากันออกล่า จนสัตว์ในป่าที่เคยสงบสุขต้องแตกกระเจิง บางตัวบาดเจ็บล้มตาย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ป่าก็ได้รับความเดือดร้อนเพราะกวางที่หาอาหารตามปกติ
ในป่านั้น มีฤาษีตนหนึ่งบำเพ็ญพรตมาเป็นเวลายาวนาน อาศัยอยู่ในอาศรมอันสงบเงียบ ฤาษีตนนี้มีความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง วันหนึ่ง เมื่อฤาษีได้ทราบถึงความเดือดร้อนของสัตว์ป่าและชาวบ้าน ก็ทรงดำริที่จะช่วยเหลือ
ฤาษีจึงแปลงกายเป็นกวางดาวตัวหนึ่ง ทรงมีความสง่างาม มีจุดสีดำประปรายบนขนสีน้ำตาลอ่อน และมีดวงตาที่เปล่งประกายด้วยความเมตตา ทรงเดินเข้าไปในเขตพระราชวังอย่างไม่หวั่นเกรง
เมื่อเหล่าทหารเห็นกวางดาวตัวงามก็ตื่นเต้น พากันจะจับ แต่กวางดาวตนนั้นกลับไม่วิ่งหนี กลับยืนนิ่งสงบ
“หยุดเถอะ! อย่าทำอันตรายกวางตัวนี้”
เสียงทุ้มกังวานดังขึ้น พระเจ้าพรหมทัตซึ่งทรงเสด็จมาทอดพระเนตร ก็ทรงเห็นกวางดาวตัวนั้น
“กวางตัวนี้ช่างงดงามยิ่งนัก เหตุใดจึงไม่หนีไปเล่า”
กวางดาวตนนั้น เงยหน้าขึ้นมองพระราชา แล้วเปล่งเสียงออกมาเป็นภาษาของมนุษย์
“ข้าแต่พระองค์ ข้าพเจ้าคือกวางดาวที่มิได้มาเพื่อเป็นอาหารของพระองค์ แต่มาเพื่อสนทนากับพระองค์”
พระเจ้าพรหมทัตทรงประหลาดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงคิดว่าเป็นไปได้อย่างไรที่กวางจะพูดภาษามนุษย์ได้
“เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงมาปรากฏตัวต่อหน้าเรา และพูดภาษามนุษย์ได้”
กวางดาวตนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบ
“ข้าพเจ้าคือฤาษีที่บำเพ็ญพรตอยู่ในป่า ข้าพเจ้าเห็นความเดือดร้อนของสัตว์ทั้งหลายที่ถูกล่าโดยไม่มีเหตุอันควร เพราะพระองค์ทรงมีพระประสงค์จะเสวยแต่สิ่งที่เลิศรสเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงมาเพื่อสนทนากับพระองค์”
พระเจ้าพรหมทัตทรงอึ้งไปชั่วครู่
“ฤาษีแปลงกายมาอย่างนั้นหรือ? เหตุใดท่านจึงมาหาเราด้วยเรื่องเช่นนี้เล่า”
ฤาษีกล่าวต่อ
“ข้าแต่พระองค์ การแสวงหาอาหารที่เลิศรสจนเกินพอดีนั้น อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น การเสวยอาหารที่ดีนั้นเป็นสิ่งควรแก่ผู้มีอำนาจ แต่การเสวยโดยไม่รู้จักประมาณ ย่อมเป็นบาป”
พระเจ้าพรหมทัตทรงตรัสถาม
“แล้วเราควรทำเช่นไรเล่า ฤาษีผู้ทรงปัญญา?”
ฤาษีตอบ
“พระองค์ควรพิจารณาถึงคุณค่าของอาหาร มิใช่เพียงรสชาติ ควรพิจารณาถึงความพอเพียง ความเมตตาต่อสรรพสัตว์ และการแบ่งปัน การเสวยอาหารที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ย่อมไม่อร่อยไปกว่าอาหารธรรมดาที่ได้มาด้วยความสงบสุข”
พระเจ้าพรหมทัตทรงสดับฟังคำสอนของฤาษีด้วยความสำนึกผิด พระองค์ทรงตระหนักได้ว่า การแสวงหาความสุขทางกายอย่างไม่รู้จักประมาณนั้น นำมาซึ่งทุกข์แก่ผู้อื่น
“ท่านฤาษี ข้าพเจ้าได้ตระหนักถึงความผิดของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าได้ทำผิดต่อสรรพสัตว์และต่อหลักธรรมของพระองค์”
พระเจ้าพรหมทัตทรงสัญญาว่าจะเลิกการล่าสัตว์โดยไม่จำเป็น และจะทรงใส่ใจในการดูแลความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์ให้มากยิ่งขึ้น
ฤาษีพอพระทัยในคำมั่นสัญญาของพระราชา ฤาษีจึงกลับคืนร่างเดิม และเสด็จกลับสู่อาศรมของตน
นับแต่นั้นมา พระเจ้าพรหมทัตก็ทรงเปลี่ยนไป พระองค์ทรงเสวยอาหารด้วยความพอเพียง ทรงมีความเมตตาต่อสรรพสัตว์ และทรงดูแลอาณาประชาราษฎร์ด้วยความยุติธรรมและเปี่ยมด้วยพระเมตตา
วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์กำลังทรงพิจารณาการจัดงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากต่างแดน พระองค์ทรงมีพระราชดำริถึงเรื่องอาหารอีกครั้ง แต่คราวนี้ มิใช่เพื่อแสวงหารสชาติที่เลิศล้ำ แต่เพื่อความอิ่มเอมใจของทุกคน
พระองค์ทรงมีรับสั่งให้จัดเตรียมอาหารที่หลากหลาย แต่เน้นที่ความสะอาด ปลอดภัย และได้มาจากแหล่งที่ยั่งยืน
“เราจะจัดเลี้ยงอาหารสำหรับแขกของเราให้สมกับเกียรติของพวกเขา แต่เราจะไม่ลืมถึงความพอเพียง และความสุขของคนในแผ่นดินของเรา”
พระองค์ทรงมีรับสั่งให้แบ่งปันอาหารส่วนหนึ่งให้แก่คนยากไร้ และให้จัดเตรียมอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
เมื่อถึงวันงานเลี้ยง อาหารที่จัดเตรียมไว้นั้น แม้จะไม่ได้มาจากวัตถุดิบที่แปลกประหลาดหรือหายากที่สุด แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความใส่ใจและความประณีต แขกผู้มาเยือนต่างชื่นชมในรสชาติอาหารและความมีน้ำใจของพระราชา
ขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่บนราชบัลลังก์ ทอดพระเนตรเห็นเหล่าพสกนิกรมีความสุขจากการได้บริโภคอาหารที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย พระองค์ทรงรู้สึกอิ่มเอมพระทัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทรงระลึกถึงคำสอนของฤาษีแปลงกาย
“แท้จริงแล้ว ความสุขที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การได้เสวยอาหารที่เลิศรสที่สุด แต่คือการได้เห็นผู้อื่นมีความสุขกับการบริโภคอาหารอย่างพอเพียง และการได้เห็นบ้านเมืองสงบสุข”
พระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชย์อย่างมีความสุข ตราบจนสิ้นพระชนม์
ความไม่รู้จักพอในกามคุณ ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น การรู้จักประมาณตน การมีเมตตาธรรม และการแบ่งปัน คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
การบำเพ็ญทานบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และการบำเพ็ญเมตตาบารมี
— In-Article Ad —
ความไม่รู้จักพอในกามคุณ ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น การรู้จักประมาณตน การมีเมตตาธรรม และการแบ่งปัน คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
บารมีที่บำเพ็ญ: การบำเพ็ญทานบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และการบำเพ็ญเมตตาบารมี
— Ad Space (728x90) —
142เอกนิบาตสมนกททชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเต็มไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์ ร่มรื่นด้ว...
💡 ความโลภไม่เคยนำพามาซึ่งความสุขที่แท้จริง การเบียดเบียนผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ และการรู้จักพอเพียงคือหนทางสู่ความสงบสุข
464ทวาทสกนิบาตอฏฐิสังกะชาดกณ เมืองพาราณสี อันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยอันเก่าแก่และมีชื่อเสียง มีบัณฑิตผู้หนึ่งนาม...
💡 ปัญญา ความรอบคอบ และความละเอียดถี่ถ้วน คือเครื่องมือสำคัญในการค้นหาความจริงและความยุติธรรม.
12เอกนิบาตอัมพชาดกในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระโพธิสัตว์ในตระกูลของช้าง การเกิดครั้งนี้เกิดขึ้นในป่าห...
💡 การตอบแทนบุญคุณด้วยการทำร้าย เป็นการสร้างกรรมที่เลวร้าย
257ติกนิบาตมหาสิงคลชาดก ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระเวสสันดร บรรดาเหล่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหล...
💡 ความเมตตา ความกล้าหาญ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ย่อมนำมาซึ่งความสงบสุขและความผาสุก
145เอกนิบาตมหาปทุมชาดก ณ เมืองมิถิลา อันเป็นราชธานีแห่งแคว้นวิเทหะ เคยเป็นที่เลื่องลือถึงความเจริญรุ่งเรืองและ...
💡 ความเมตตา ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจที่เต็มไปด้วยความแค้นให้กลับกลายมาเป็นความดีงามได้ การให้อภัยและการทำความดี คือหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง
18เอกนิบาตอัคกิชาดก ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุรุษผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน...
💡 การมีสติปัญญา ความสามัคคี และการลงมือทำ คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเอาชนะอุปสรรคและภัยพิบัติต่างๆ ได้
— Multiplex Ad —